แม้จะไม่ได้อยู่ที่เมืองไทยแบบถาวรเท่าไหร่ แต่แฟนชาวไทยก็ยังไม่เคยลืมหนุ่มคนนี้ เพราะถ้ามีเวลาเมื่อไหร่ยังไงก็ต้องบินกลับมาพักผ่อนที่บ้านเกิดเมืองนอนแน่นอน ล่าสุดก็เพิ่งบินกลับมา พร้อมไปร่วมงานอีเวนต์ต่าง ๆ แต่อีกงานที่เชิดหน้าชูตาแทนคนไทยก็คือ เมื่อ นายเต๊ะ-ศตวรรษ เศรษฐกร ได้เป็นตัวแทนร้องเพลงประกอบการแข่งขัน “โอลิมปิก 2008” ที่จัดขึ้น ณ ประเทศจีน ด้วย
แน่นอนว่าความสามารถขนาดนี้ ต้องเตะตาต้องใจ “พักไมค์” อยู่แล้ว ถ้าอย่างนั้นอย่ารอช้าไปสนทนากับหนุ่มคนนี้กันเลย ว่าเป็นมาอย่างไรถึงได้ไปร่วมงานระดับโลกได้
“ดีใจและเป็นเกียรติมาก ไม่คิดว่าจะมีโอกาสได้ร่วมงานในระดับนานาชาติอย่างนี้ ที่สำคัญ เต๊ะ ไม่ใช่คนจีนด้วย ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมถึงได้รับเลือก ทีมงานแค่บอกว่าเค้าติดต่อมา อยากให้ร่วมร้อง แต่เค้าไม่ได้บอกว่าทำไม หรือเพราะอะไรเลือกผม ซึ่งทางโอลิมปิกก็รู้ว่าผมเป็นคนไทยนะ” เต๊ะกล่าว
แล้วเพลงที่ได้ร้องครั้งนี้มีใครบ้าง ? “เพลงโอลิมปิกนี่มีคนร้องทั้งหมด 200 กว่าคน เป็นชาวต่างชาติซัก 7-8 คน คือ ผมกับชาวเกาหลี และที่เหลือทั้งหมดเป็นคนจีน อีกอย่างแต่ละคนเป็นนักร้องระดับแถวหน้าของประเทศเค้า ทั้งสิ้น ผมเองเป็น 1 ใน 7-8 คน ที่ได้ร้องท่อนภาษาอังกฤษครับ ส่วนเรื่องจะไปร่วมงานโอลิมปิกมั้ยนั้น ต้องดูก่อนว่าคิวว่างรึเปล่า จริง ๆ ผมอยากไปมาก ๆ ถือว่าคงเป็นครั้งหนึ่งในชีวิตที่จะได้อยู่ในงานที่เป็นระดับโลกขนาดนี้ แต่ถ้าติดถ่ายงานคงไม่ได้ไป แต่ก็ไม่ได้เสียหายอะไรมาก เพราะท่อนที่ผมร้องเพื่อนชาวเกาหลีก็สามารถร้องแทนได้นะ”
แปลว่าคิวงานละครเยอะเลยสิ ! “คิวถ่ายละครค่อนข้างซีเรียสมาก เพราะถ้าล็อกคิวดาราได้แล้ว ต้องถ่ายให้เสร็จภายในเวลาที่กำหนด เวลาออกกองทีก็ไม่ต่ำกว่า 200 คน เลยซีเรียสเรื่องคิวและเวลา ขนาดตอนถ่ายทำผมเจ็บยังต้องไปหาหมอ แล้วกลับมาถ่ายต่อเราหยุดไม่ได้ หากเราหยุดคิวทุกคนก็จะรวนกันไปหมด เพราะดาราที่โน่นเค้ากว่าจะล็อกคิวกันได้ยากมาก”
ส่วนงานเพลงของตัวเองจริง ๆ ล่ะ จะมีโอกาสที่แฟน ๆ จะได้ฟังอีกมั้ย ? “เรื่องเพลงคงอีกนาน เพราะผมหยุดมา 4 ปีกว่าแล้ว ตั้งแต่หมดสัญญากับแกรมมี่ ผมก็มาอยู่กับ Film Glory Agency (ที่เดียวกับ หลินจื้ออิง) ซึ่งเล่นละครเป็นส่วนใหญ่ เพราะการเล่นละครฟีดแบ็กดีกว่า เลยพักเรื่องเพลงไว้ก่อน อีกอย่างที่ไต้หวันศิลปินที่จะประสบความสำเร็จได้นั้น ผมว่านอกจากร้องเพลงได้ดีแล้ว ยังต้องมีความสามารถในการเต้นเก่ง หรือไม่ต้องเล่นดนตรีได้ดีมาก ๆ ด้วย ซึ่งผมไม่ค่อยถนัดทั้งสองอย่างครับ และด้วยเรื่องของเวลาด้วยแล้ว ไม่ค่อยลงตัวเท่าไหร่ คงต้องพักเอาไว้ก่อน หากจะทำเพลงตอนนี้ก็คงเป็นเพลงประกอบหนัง หรือละครน่าจะเหมาะกว่าครับ”
เรื่องงานยังยุ่งขนาด นี้แล้วเรื่องหัวใจล่ะว่างอยู่รึเปล่า ? “กลับมาคราวนี้คงได้อยู่สัก 2-3 เดือนครับ คิดถึงครอบครัว คิดถึงเมืองไทย อยากอยู่นาน ๆ แต่คงต้อง กลับไปที่โน่น ไม่ปลาย พ.ค. ก็ต้น มิ.ย. เพราะมีคิวต้องถ่ายละครที่จีน เรียกได้ว่าชีวิตส่วนใหญ่ในระยะเวลา 10 ปีมานี้ ผมอยู่ที่จีนกับไต้หวันซะเป็นส่วนใหญ่เลยครับ ส่วนเรื่องความรักปีนี้ผมอายุ 26 แล้ว โตแล้ว ถามว่ามีคนที่คุย ๆ กันบ้างไหม ตอบได้เลยว่ามี คุย ๆ กันอยู่ เป็นเพื่อน ๆ กันซะส่วนใหญ่ ตรงนี้ผมไม่ได้จะปิดบังอะไรอยู่แล้ว ส่วนเรื่องการพัฒนาความสัมพันธ์นั้น ผมก็ปล่อยไปตามธรรมชาติ เลยครับ ถ้าใช่ก็คือใช่ วันนึงความสัมพันธ์อาจจะพัฒนาเป็นมากกว่าเพื่อนได้ ผมว่าสมัยนี้แฟนคลับชื่นชอบเราก็เพราะตัวเรา ผลงานของเรามากกว่าการจะมองที่เรื่องอื่น ไม่ใช่ว่าเราเปิดตัวว่าคบใครแล้วเค้าจะเลิกชอบ เลิกติดตามผลงาน ผมว่าแฟนคลับผมเค้าเข้าใจ ณ จุดนี้นะครับ ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรอยู่แล้ว
แล้ววางแผนอนาคตไว้อย่างไรบ้าง ? “ตอนนี้เรียกได้ว่าชีวิตส่วนใหญ่ผมอยู่ที่ไต้หวันและจีนเป็นหลักเลย อยู่ที่นั่นมาได้เกือบ 10 ปีแล้ว ตอนนี้มีงานภาพยนตร์ งานละคร เข้ามาเรื่อย ๆ คงจะทำต่อไปครับ เพราะแฟน ๆ ที่นั่นเค้าให้การ ต้อนรับเราดี อบอุ่น แต่อย่างที่ทราบกันว่าการทำงานในวงการบันเทิงคงไม่ได้แน่นอนอะไรมาก ผมเองกำลังมองหาธุรกิจอะไรสักอย่างมาซับพอร์ตเหมือนกัน อยากทำควบคู่ไปกับการแสดงนี่แหละครับ กำลังดู ๆ อยู่ ผมเองอยู่ที่นั่นมีโอกาสได้รู้จักกับคนมากพอสมควร เลยทำให้พอจะเห็นช่องทางอยู่บ้าง ธุรกิจที่จะทำก็คงหนีไม่พ้นเรื่องการทำอิมพอร์ต-เอ็กซ์สปอร์ตนี่แหละครับ แต่ยังอยู่ในช่วงระหว่างการศึกษาข้อมูลหลาย ๆ ด้าน อยากให้พร้อมที่สุดก่อน ตอนนี้เลยยังไม่เป็นรูปเป็นร่างมากเท่าไหร่”
หลังจากนี้หนุ่มเต๊ะจะมีอะไรมาเซอร์ไพร้ส์แฟนอีกนั้นคงต้องติดตามกันต่อไป อย่างไรก็ตาม แต่ละงานนั้นสร้างชื่อให้คนไทยแน่นอน.